ค้นหา
Filters
Close
RSS

สาระน่ารู้

..."การเคลือบสปอตยูวีเฉพาะจุด (Sport UV)"... เป็นอย่างไรกันน้า

..."การเคลือบสปอตยูวีเฉพาะจุด (Sport UV)"... เป็นอย่างไรกันน้า วันนี้เรามีความรู้ด้านนี้มาฝากกันค่ะ

การเคลือบสปอตยูวี : เป็นการนำฟิล์มโฟสสิทีฟถ่ายลงบล็อคสกรีน เคลือบด้วยวานิช ยู.วี.ลงบนชิ้นงานที่เราต้องการเน้นเป็นพิเศษ เช่น บนรูปภาพ ตัวอักษร หรือข้อความ และเมื่อทำการเคลือบแล้วผ่านตู้อบเพื่อให้สิ่งพิมพ์ที่เคลือบแห้งด้วยแสงยูวี มีคุณสมบัติ เพื่อให้ดึงดูดสายตาของผู้พบเห็น เพิ่มสีสันคุณค่าของสินค้าที่ต้องการขาย โดยสามารถเคลือบได้หลากหลายรูปแบบ เช่น สปอตยูวีแบบเงา , แบบด้าน , แบบทราย , แบบกากเพชร , แบบมุก , แบบยาง , แบบลายหนัง , แบบ EMBOS , แบบกลิ่นน้ำหอม , แบบหมึกเรืองแสง , แบบหมึกขูดชิงโชค เป็นต้น



** โดยทาง IDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย สามารถมาอ่านต่อกันได้ที่ 
http://ideol-print.com/ นะคร้า ^^

 

การเย็บเล่มแบบ..."เย็บมุงหลังคา"...มันเป็นอย่างไร

การเย็บเล่มแบบ..."เย็บมุงหลังคา"...มันเป็นอย่างไร ไปดูกันค่ะ ^^

1.) การเข้าเล่มแบบเย็บอกหรือเย็บมุงหลังคา
เป็นวิธีการเข้าเล่มโดยการนำแผ่นกระดาษมาเรียงกันไม่เกิน 80 แผ่น แล้วพับครึ่งตามแนวตั้ง จากนั้นใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บตรงแนวพับ 2-3 ตัว และไม่สามารถทำให้สันมีความหนาได้
... ข้อดี : รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และกางหนังสือออกได้มาก เหมาะสำหรับทำสมุดที่ต้องการเขียนได้ทั่วหน้ากระดาษ 
... ข้อเสีย : คือรูปลักษณ์ออกมาจะไม่ค่อยสวย กระดาษแผ่นกลางมีโอกาสยื่น เลยกระดาษแผ่นอื่นออกมา Staple ที่พับไม่ดีอาจเป็นอันตรายเวลาเขียนได้
... ตัวอย่าง : สมุดจดบันทึกของนักเรียน สมุดโน้ตย่อทั่วไป เป็นต้น

2.) การเข้าเล่มแบบเย็บกี่
เป็นวิธีการเข้าเล่มโดยเอากระดาษทั้งหมดมาแยกออกเป็นส่วนย่อย จากนั้นเย็บแยกแต่ละส่วนเป็นเล่มเหมือนเย็บมุงหลังคา แต่เปลี่ยนจากลวดเป็นเส้นด้ายเย็บเข้าไปแทน จากนั้นเอาเล่มย่อย ๆ มาร้อยรวมกันเป็นเล่มใหญ่แล้วเย็บหุ้มด้วยปกแข็ง
... ข้อดี : ทน กางออกได้มากที่สุด เหมาะกับหนังสือที่มีจำนวนหน้ามาก เช่น พจนานุกรม
... ข้อเสีย : ต้นทุนสูง เนื่งจากวิธีการค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อนพอสมควร
... ตัวอย่าง : พจนานุกรม สารานุกรม หรือนวนิยาย เป็นต้น

3.) การเข้าเล่มแบบเย็บแม็กติดเทปกาว
เป็นวิธีการเข้าเล่มโดยเย็บแม็กซ์ด้านขอบซ้ายมือของเล่ม (กรณีหันหน้าเข้าหาเล่ม) และเย็บแม็กซ์ให้ห่างจากขอบประมาณ 0.8 – 1 ซม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเย็บประมาณ 3 ตัว คือ บน กลาง ล่าง หลังจากนั้นก็ทำการติดเทปกาวทับรอบเย็บแม็กซ์ เพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม
... ตัวอย่าง : รูปเล่มรายงาน เป็นต้น

 

** โดยทาง IDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย สามารถมาอ่านต่อกันได้ที่ 
http://ideol-print.com/ นะคร้า ^^

 

คำว่า..."ไสกาว"... มันคืออะไรหว่า???

คำว่า..."ไสกาว"... มันคืออะไรหว่า??? วันนี้เรามีความรู้ด้านนี้มาฝากกันค่ะ

 

Perfect Binding (ไสกาว) มันคือวิธีการเข้าเล่มงานพิมพ์แบบหนึ่งที่นิยมใช้กัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นดังนี้

 

1.) การเข้าเล่มแบบไสกาว (ไสสันทากาว) เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะเข้าเล่มได้เรียบร้อยสวยงามและราคาถูก ความทนทานก็พอใช้ได้ เหมาะสำหรับหนังสือเล่มที่มีความหนาปานกลางประมาณ 70 หน้าขึ้นไป แต่ข้อเสียคือกางหนังสือออกได้ไม่มาก โดยเฉพาะหนังสือที่หนามาก ๆ ถ้ากางหนังสือเต็มที่อาจจะหลุดได้

2.) การเข้าเล่มแบบสันกาว (เหมือนหนังสือ) คล้ายกับการเข้าเล่มแบบไสสันทากาว แต่เป็นวิธีการใส่กาวเท่านั้น ไม่มีการไสด้วยเครื่องจักร ข้อดีคือจัดเก็บบนชั้นหนังสือง่าย สวยงาม คงทนกว่าไสกาว เพราะมีการเย็บลวดเสริมที่สัน จึงไม่ต้องกังวลว่าเนื้อหาจะหลุดง่าย แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้ตัวหนังสือที่อยู่ใกล้สัน อ่านยากมากขึ้น

3.) การเข้าเล่มแบบไสกาวร้อน มีลักษณะเหมือนเข้าเล่มแบบไสสันทากาว แต่การเข้าเล่มแบบนี้จะแข็งแรงและทนกว่าแบบทากาว เนื่องจากใช้ความร้อนในการละลายกาว

ตัวอย่างงานพิมพ์ที่ใช้วิธีการไสกาว เช่น เข้าเล่มไดอารี เข้าเล่มแม็กกาซีน หนังสือรุ่น แค็ตตาล็อกสินค้า เป็นต้น

 

** โดยทาง IDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย สามารถมาอ่านต่อกันได้ที่ 
http://ideol-print.com/ นะคร้า ^^

 

...เอ เอ !! ...เราจะเพิ่มลูกเล่น เพิ่มสีสัน เพิ่มความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจ และความสะดุดตาให้กับงานพิมพ์ของเราอย่างไรดีน้า

...เอ เอ !! ...เราจะเพิ่มลูกเล่น เพิ่มสีสัน เพิ่มความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจ และความสะดุดตาให้กับงานพิมพ์ของเราอย่างไรดีน้า วันนี้เรามีวิธีการมาเสนอกันค่ะ

1.) เพิ่ม "การเคลือบผิว" บนงานพิมพ์ เช่น เคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) เคลือบพีวีซีเงา เคลือบพีวีซีด้าน เคลือบยูวีเงา / ยูวีด้าน เคลือบวานิช เคลือบวานิชด้าน เคลือบวานิชแบบ water based varnish(การเคลือบผิวกระดาษให้เงาด้วยวาร์นิชชนิดใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย) เคลือบ HOLOGRAME (การฟิล์มพลาสติก) เป็นต้น

2.) เพิ่ม "การปั้มต่างๆ" บนงานพิมพ์ เช่น การรีด/ปั๊มแผ่นฟอล์ย การปั๊มนูน/ปั๊มลึก การขึ้นรูป ปั๊มทองเค เป็นต้น

3.) เพิ่ม "การไดคัท" บนงานพิมพ์ เช่น การไดคัทสี่เหลี่ยม การไดคัทสี่เหลี่ยมมุมมน การไดคัทตามลายต่างๆ การปั้มไดคัท 50% การปั้มไดคัท 100% เป็นต้น

 

** สามารถดูรายละเอียดแต่ละหัวข้อเพิ่มเติมได้ที่ http://ideol-print.com/ โดยทางIDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย อย่าลืมเข้ามาอ่านกันต่อได้นะคร้าาา ^^

 

 

...เอ้ะ!! จะออกแบบอย่างไรดีน้า ให้งานพิมพ์ของเราเด่นสะดุดตาของผู้พบเห็น และไม่เหมือนใคร...

...เอ้ะ!! จะออกแบบอย่างไรดีน้า ให้งานพิมพ์ของเราเด่นสะดุดตาของผู้พบเห็น และไม่เหมือนใคร... วันนี้เรามีความรู้ด้านนี้มาฝากกันค่ะ

 

1.) ความมีเอกภาพ (Unity) และ ความกลมกลืน(Harmony) ของงาน คือ การนําองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น รูปภาพ ข้อความ การพาดหัว และเครื่องหมายการค้า มาจัดวางให้มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ไม่กระจัดกระจาย และเลือกใช้องค์ประกอบอย่างสม่ำเสมอ โดยสอดคล้องและส่งเสริมกันและกันในการสื่อสารความคิดรวบยอดและบุคลิกภาพของสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ๆ เช่น ใช้แบบตัวอักษรเดียวกัน ใช้ภาพขาว ดำทั้งหมด เป็นต้น

 

2.) ความต่อเนื่อง (Sequence) ของงาน คือ การนําสายตาผู้ดูไปสู่จุดสนใจของภาพหรือข้อความบนสิ่งพิมพ์ ซึ่งปกติสายตาจะเคลื่อนจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง จากภาพใหญ่ไปหาภาพเล็ก จากภาพสีไปสู่ภาพขาว – ดํา การเคลื่อนที่ในลักษณะเส้นตัวอักษร Z หรือ S ก็สามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนของสายตาได้

 

3.) การเน้น (Emphasis) หรือ สร้างความแตกต่าง (Contrast) ของงาน คือ การสร้างความแตกต่างโดยเน้นให้ส่วนใดส่วนหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา เพื่อแสดงจุดสําคัญของภาพ เช่น การเพิ่มขนาด การใช้รูปร่างที่แตกต่าง การเพิ่มลดความเข้ม และทิศทางการวางองค์ประกอบนั้น เป็นต้น

 

4.) ดุลยภาพ (Balance) ของงาน คือ การจัดวางองค์ประกอบของภาพให้มีน้ำหนักเท่ากัน ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดรูปร่างหรือน้ําหนัก

 

** โดยทาง IDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย สามารถมาอ่านต่อกันได้ที่ http://ideol-print.com/ นะคร้า ^^

 

... เคยสงสัยไหม !!! ... ว่าการพิมพ์แบบดิจิตอล , ออฟเซ็ท , อิงเจ็ท นั้นแตกต่างกันอย่างไร และเราควรเลือกพิมพ์แบบไหนดีถึงจะเหมาะกับงานของเรา

... เคยสงสัยไหม !!! ... ว่าการพิมพ์แบบดิจิตอล , ออฟเซ็ท , อิงเจ็ท นั้นแตกต่างกันอย่างไร และเราควรเลือกพิมพ์แบบไหนดีถึงจะเหมาะกับงานของเรา วันนี้เรามีความรู้เหล่านี้มาฝากกันค่ะ

 

1.) ระบบงานพิมพ์ ดิจิตอล (Digital)
เป็นระบบการพิมพ์ที่รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สามารถแก้ไขไฟล์งานก่อนพิมพ์จริงได้ซึ่งคุณภาพงานพิมพ์จะใกล้เคียงกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ท แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับสีพื้นบ้างเล็กน้อย เช่น งานที่เป็นพื้นสีเดียวกัน สีพื้นของเนื้องาน จะไม่เรียบเนียน จะเห็นเป็นริ้วหรือขั้น ๆ บ้าง เหมาะกับงานที่ต้องแก้ไขหลายครั้ง

 

2.) ระบบงานพิมพ์ ออฟเซ็ท (Offset)
เป็นระบบการพิมพ์ที่ได้รับความนิยมในเรื่องของคุณภาพงาน ความละเอียด ให้เม็ดสีที่คมชัด สีสัน สวยงาม และสามารถพิมพ์งานสีพิเศษได้ โดยระบบพิมพ์ประเภทนี้จะมีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องแก้ไขหลายครั้ง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในขั้นตอนใหม่ เช่น การทำฟิลม์ การทำเพลน เป็นต้น

 

3.) ระบบงานพิมพ์ อิงเจ็ท (Inkjet)
เป็นระบบการพิมพ์ที่ใกล้เคียงกับงานพิมพ์ดิจิตอล แต่ใช้ความร้อนในการทำให้หมึกเกิดแรงดันและพ่นสีออกมา สามารถพิมพ์งานได้ขนาดที่ใหญ่กว่าตามขนาดเครื่องพิมพ์ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องคุณภาพงาน คุณภาพสีที่ไม่คงที่ และจำกัดในเรื่องความหนาของแกรมกระดาษ แต่ปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทบางรุ่นสามารถพิมพ์ภาพคุณภาพสูงได้ แต่ต้องใช้กระดาษและหมึกเฉพาะซึ่งต้นทุนต่อหน่วยสูง

 

** โดยทาง IDEOL-Print.com ได้จัดเตรียมข้อมูลสินค้าและความรู้เกี่ยวกับงานพิมพ์ไว้ให้อีกมากมาย สามารถมาอ่านต่อกันได้ที่ http://ideol-print.com/ นะคร้า ^^